กรณีที่ 5 อดีตนายกฯสั่งให้เอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้พม่าเพื่อซื้อดาวเทียม 

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย (EXIM BANK) ให้เงินกู้แก่ประเทศพม่า ซึ่งมีบางส่วนที่ซื้อสินค้าและช่องสัญญาณดาวเทียมจากบริษัทชินแซท ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้องตามหลักการ โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้เอื้อประโยชน์เป็นพิเศษต่อบริษัทชินแซทหรือไอพีสตาร์

 

ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2546 รัฐบาล กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม ได้ลงนามร่วมมือกัน เรียกว่า ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำอิระวดี - เจ้าพระยา แม่โขงหรือ ACMECS กระทรวงต่างประเทศไทยประกาศให้วงเงินกู้ (เครดิตไลน์คล้ายโอดี) แบบรัฐต่อรัฐ (G2G Loan) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศดังที่เคยทำมาหลายปีก่อนหน้าแล้ว ราวประเทศละ 100 ล้านเหรียญ ผ่าน EXIM Bank ของรัฐบาล ในกรณีชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อจากบริษัทไทยสำหรับโครงการสาธารณูปโภค เช่น ระบบขนส่ง ถนน สะพาน ชลประทาน โทรคมนาคม ผู้กู้ต้องเป็นหน่วยงานรัฐ รัฐบาลประเทศผู้กู้จะค้ำประกันการชำระคืนเงินกู้ (ไม่ใช่เงินช่วยเหลือให้เปล่า)

 

ตั้งแต่ปี 2541 ภาครัฐและเอกชนของพม่าหลายหน่วยงานซื้อบริการดาวเทียมไทยคม(และภายหลังไอพีสตาร์) และอุปกรณ์ต่างๆจากบริษัทชินแซท เช่น บริษัทโทรคมนาคมแห่งพม่า (Myanmar Post and Telecom: MPT) บริษัทวิทยุและโทรทัศน์แห่งพม่า (Myanmar Radio and TV: MRTV) และบริษัทเมียนมาร์เทเลพอร์ท ชำระเงินจากงบประมาณของตนเอง

 

ในปี 2547 บริษัท MPT เปิดประมูลจัดซื้ออุปกรณ์ดาวเทียมเพื่อขยายการสื่อสารในชนบท (ต่อเนื่องจากที่เคยใช้ไทยคมและระบบอื่นๆอยู่หลายปี) ในที่สุด MPT ตัดสินใจเลือกซื้อไอพีสตาร์ราว 9.5 ล้านเหรียญ แต่แรกจะชำระโดยใช้งบประมาณของตนเหมือนที่แล้วมา แต่ภายหลังเลือกชำระเงินจากวงเงินกู้นี้ MPT ในฐานะผู้ซื้อเป็นผู้เลือกวิธีจ่ายเงินโดยใช้วงเงินกู้ ไม่ใช่ผู้ขายคือบริษัทชินแซทเป็นผู้เลือกให้ (ผู้ขายยินดีรับชำระเงินจากผู้ซื้อ ไม่ว่าจากงบประมาณหรือเงินกู้) รัฐบาลไทยมิได้ไปตัดสินใจแทนหรือไปกำหนดให้เลือกปฏิบัติใดๆ และหากผู้ซื้อคุณสมบัติถูกต้อง (เป็นบริษัทของรัฐ เป็นสาธารณูปโภค เป็นสินค้าจากไทย) รัฐบาลไทยก็ต้องให้กู้

 

จากวงเงินกู้ 3 ประเทศราว 300 ล้านเหรียญ พม่าใช้ชำระค่าไอพีสตาร์ 9.5 ล้านเหรียญ (ราว 330 ล้านบาท) หรือเพียง 3% ของทั้งหมด (ขณะที่ลาวหรือกัมพูชาใช้ไทยคม/ไอพีสตาร์มาตลอด แต่ไม่เคยใช้เงินกู้นี้เพื่อชำระเลย) แสดงให้เห็นว่า

1) รัฐบาลไทยมิได้พยายามเป็นพิเศษเพื่อช่วยบริษัทชินแซท และบริษัทชินแซทก็มิได้พยายามแสวงหาประโยชน์พิเศษจากโครงการเงินกู้นี้

2) ต่อมาปี 2549 MPT ซื้อไทยคม/ไอพีสตาร์เพิ่มอีกนับร้อยล้านบาท แต่จ่ายจากงบประมาณตนเอง ทั้งที่คุณสมบัติถูกต้องและวงเงินกู้เดิม 100 ล้านเหรียญยังใช้ไม่หมด แสดงให้เห็นว่าทางพม่าก็ไม่ได้พยายามเป็นพิเศษเพื่อใช้วงเงินกู้นี้

3) ครั้งที่นายกฯสุรยุทธ์เดินทางไปพม่าเมื่อปลายปี 2549  ผู้นำพม่าก็หารือเพิ่มและขยายเวลาวงเงินกู้ และนายกฯไทยก็ตอบรับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยก็ยังดำเนินการนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง

 

MPT จัดซื้อโดยการเปิดประมูลหลายเจ้าแข่งขันกัน เลือกซื้อไอพีสตาร์เพราะเป็นเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลก ถึงแม้ไม่มีเงินกู้นี้ โครงการนี้สร้างรายได้และกำไรให้ MPT มาจ่ายเงินกู้หรืองบประมาณได้ ไม่ใช่โครงการที่มีแต่ต้นทุน ไม่ก่อรายได้ (เงินกู้เป็นเงินต้องจ่ายคืน ไม่ใช่เงินให้เปล่า หากไม่มีเหตุผลการใช้งาน MPT ก็ไม่ซื้อไม่จ่ายแน่นอน รวมทั้งการติดตั้งส่งมอบต้องดี ทุกวันนี้ก็ใช้งานอยู่)

 

นโยบายหรือข้อตกลงของรัฐจะไม่เลือกปฏิบัติ หากรัฐบาลไทยให้วงเงินกู้กับรัฐบาลต่างชาติอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลต่างชาติแจ้งใช้วงเงินกู้สำหรับโครงการต่างๆ โดยโครงการมีคุณสมบัติถูกต้องแล้ว รัฐบาลไทยจะเลือกปฏิบัติปฏิเสธบางโครงการไม่อนุมัติเงินกู้ไม่ได้

 

รัฐบาลพม่าไม่มีปัญหาเครดิตหรือการชำระเงินโครงการที่รัฐบาลมีภาระผูกพัน (รัฐบาลพม่ามีรายได้จำนวนมากจากสัมปทานต่างๆ เช่น ปตท จ่ายค่าแก๊สและน้ำมันให้พม่าปีละสี่ห้าหมื่นล้านบาท ประเทศต่างๆให้วงเงินกู้จำนวนมากแก่รัฐบาลพม่าเพื่อส่งเสริมการขายของ เช่น จีน ญี่ปุ่น ดอกเบี้ยก็ต่ำกว่าของรัฐบาลไทย) ไทยอยู่ในฐานะพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ (แร่ธาตุ ป่าไม้ ประมง น้ำมัน ก๊าซ) จากพม่า มากกว่าพม่าพี่งพาสินค้าหรือเงินจากไทย ประเทศใหญ่ๆหลายแห่งช่วยเหลือพม่าดีกว่าไทยมาก โดยเหตุผลต่างๆ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ หรือ การเมือง (จีน อินเดีย แย่งกันเอาใจพม่า จีนใช้พม่าเป็นทางออกทะเลด้านตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งต่อท่อน้ำมันเชื่อมด้วย) การที่รัฐบาลไทยไม่ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้ากับพม่า (หรือกระทั่งสร้างความบาดหมางไม่พอใจกับรัฐบาลพม่า เช่นการไปดูถูกรัฐบาลพม่าที่ใช้ไทยคมเป็นกรณีฉ้อฉลหรือคอรัปชั่นกับอดีตนายกฯไทย หรือรัฐบาลพม่าไม่มีเครดิต รัฐบาลไทยต้องให้กู้แบบเสี่ยง) จะส่งผลร้ายต่อไทยมาก เพราะการสร้างความสัมพันธ์และการร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านเป็นนโยบายที่สำคัญมากของทุกรัฐบาล โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหากับไทยในหลายแง่เช่นพม่า ทั้งด้านชายแดน ชนกลุ่มน้อยแยกดินแดน ยาเสพติด แรงงานผิดกฏหมาย

 

EXIM Bank ของรัฐบาลทุกประเทศ มีภารกิจและวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนผู้ผลิต/ผู้ขายให้ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อต่างประเทศที่มีเครดิต (โดยเฉพาะผู้ซื้อภาครัฐ) เป็นนโยบายส่งเสริมการส่งออกที่กระทำกันทั่วไป เช่น กรณีบริษัทชินแซทซื้อดาวเทียมและบริการยิงดาวเทียมไทยคม 1 ถึง 5 จากสหรัฐและฝรั่งเศส ก็มี EXIM Bank ของรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศสให้เงินกู้แก่บริษัทชินแซท (รวมถึงปัจจุบันกว่า 4 หมื่นล้านบาท) กรณี JBIC ให้การท่าฯกู้เงินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ มีเงื่อนไขต้องใช้บริษัทญี่ปุ่นก่อสร้าง

 

ช่องสัญญาณไอพีสตาร์ที่ MPT เช่าน้อยกว่า 1% ของช่องสัญญาณไอพีสตาร์ทั้งดวง วงเงิน 9.5 ล้านเหรียญ (ราว 330 ล้านบาท) น้อยกว่า 1% ของยอดรายได้ของกลุ่มบริษัทชินคอร์ปเกือบหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าอดีตนายกฯ รัฐบาลไทย รัฐบาลพม่า หรือ กลุ่มบริษัทชินคอร์ป ไม่มีแรงจูงใจทำผิดเสื่อมเสียจริยธรรมเพื่อให้ได้มา

MPT ซื้อและใช้ไทยคมและไอพีสตาร์จากชินแซทมานานเป็นปกติต่อเนื่องอยู่แล้ว กล่าวได้ว่า หากไม่มีโครงการเงินกู้นี้ MPT เพื่อชำระ ก็ยังซื้อไทยคมและไอพีสตาร์อยู่ดี (ดังเช่นก่อนหน้าและหลังโครงการเงินกู้นี้)

หรือหากเป็นรัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลนายกทักษิณที่มีโครงการเงินกู้นี้ (เพราะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) แล้ว MPT ซื้อและใช้ไทยคมและไอพีสตาร์จากชินแซท ก็คงใช้เงินกู้นี้จากรัฐบาลไทยเพื่อชำระเช่นกัน (เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีคุณสมบัติเข้าข่าย)

 

กรณี คตส ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ โดยกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติเพราะใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์บริษัท เอไอเอส และ ชินแซทเทลไลท์ ในหลายกรณี (1) ให้ทีโอทีลดส่วนแบ่งรายได้มือถือ (2) และปรับเกณฑ์การคำนวณ (3) ออกกฏหมายแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต (4) ให้ทีโอทีเช่าดาวเทียมทั้งที่ไม่จำเป็น (5) สั่งให้เอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้พม่าเพื่อซื้อดาวเทียม (6) เอาการเจรจาเอฟทีเอ เอื้อดาวเทียมแลกกับประโยชน์ของชาติ โดยรวมๆแล้วเพื่อปั่นราคาหุ้นขึ้นเพื่อขายหุ้นราคาสูง ซึ่งบิดเบือนจากข้อเท็จจริง

ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc12.doc