ข้อเท็จจริง
กรณีเอไอเอสถูกอ้างถึงตามคำประกาศ มติ ของ คตส.
1. ประเด็นแก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid)
• AIS ได้รับการแก้ไขสัญญาภายหลังจากที่ DTAC ได้รับการแก้ไขสัญญากับ TOT แล้ว
การแก้ไขข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) ของ AIS นั้น เกิดจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2544 DTAC ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากับ TOT ในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้จากเดิม อัตราที่ DTAC ต้องจ่ายให้กับ TOT เลขหมายละ 200 บาทต่อเดือน เป็นการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่ DTAC จ่ายให้กับ TOT ในอัตราร้อยละ 18 ของรายได้จากบริการโทรศัพท์ประเภทบัตรเติมเงิน (Prepaid) ตลอดอายุสัญญา
AIS จึงได้ร้องขอความเป็นธรรมจาก TOT ในหลักการเดียวกันกับ DTAC ได้รับอนุมัติ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 AIS ก็ได้รับอนุมัติจาก TOT ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากับ TOT เรื่องการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับ TOT สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรเติมเงิน (Prepaid) ในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหน้าบัตรบริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน (Prepaid) ตลอดอายุสัญญา และต้องชำระส่วนแบ่งรายได้เป็นรายเดือนจากเดิมที่ต้องชำระเป็นรายปี
ทั้งนี้เพื่อให้ AIS สามารถแข่งขันกับ DTAC ได้ ขณะเดียวกัน TOT ก็ได้กำหนดไว้ในสัญญาฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 6 ข้อที่ 7 ว่า “ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการบริษัทจะต้องลดราคาค่าบริการให้ประชาชน โดยในปีที่11-ปีที่15 ของปีดำเนินการตามสัญญาหลักในอัตราเฉลี่ยโดยรวมของแต่ละปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของค่าบริการที่ผู้ใช้บริการต้องชำระในปีที่11(พ.ศ. 2544) และในอัตราเฉลี่ยโดยรวมของแต่ละปีไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของค่าบริการที่ผู้ใช้บริการต้องชำระในปีที่11(พ.ศ. 2544) สำหรับปีที่16–ปีที่25 ของปีดำเนินการตามสัญญาหลัก “
• ประชาชนได้เลือกใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในราคาที่ถูกลง
ผลของการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาระหว่าง TOT กับ DTAC และ TOT กับ AIS เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2544 และ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ตามลำดับ เป็นผลให้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน (Prepaid) ให้กับลูกค้าผู้ใช้บริการโดยไม่ต้องจ่ายรายเดือน ทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน (Prepaid) เลือกใช้บริการได้ตามความพอใจและสามารถเลือกจ่ายค่าบริการในอัตราที่ถูกกว่าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรายเดือน (Postpaid) เป็นการเปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากราคาค่าใช้บริการรายเดือนแบบบัตรเติมเงิน (Prepaid) ถูกลง ดังจะดูได้จากรายงานวิจัยของบริษัท Merrill Lynch ที่ระบุว่าอัตราค่าบริการเฉลี่ยรายได้ต่อเลขหมาย ARPU ของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 800 บาท ในปี 2544 และประมาณ 343 บาท ในไตรมาสที่สองของปี 2549
แผนภูมิ อัตราARPU ย้อนหลัง (หน่วย: บาท)
ที่มา: Merrill Lynch
• จำนวนยอดผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น TOT ก็ได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงขึ้น
เมื่ออัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบบัตรเติมเงิน (Prepaid) ถูกลง เป็นผลให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยรวมเติบโตประมาณ 1000% ในระหว่างปี 2544 ถึง 2549 คือจากจำนวนลูกค้าโดยรวมประมาณ 4.6 ล้านเลขหมาย ในปี 2544 เป็นประมาณ 41 ล้านเลขหมาย ในปี 2549 และ AIS ก็มีอัตราผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตจากประมาณ 3.2 ล้านเลขหมาย เป็นประมาณ 19.96 ล้านเลขหมาย ในปี 2549 ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ที่ผ่านมา AIS ได้ปฏิบัติตามสัญญาฯ ด้วยดีเสมอมา นอกจากนี้ AIS ได้ลงทุนอุปกรณ์แล้วยกให้ TOT ตามสัญญาจนถึงปัจจุบันเป็นมูลค่าประมาณกว่า 140,000 ล้านบาท พร้อมทั้งได้ส่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับ TOT ตั้งแต่ตุลาคม 2533 จนถึง กุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงินประมาณ 83,400 ล้านบาท และชำระภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่ มกราคม 2546 จนถึง กุมภาพันธ์ 2550 เป็นเงินประมาณ 31,400 ล้านบาท และ คาดว่าจนถึงสิ้นสุดอายุสัญญา อนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในอีก 9 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2558) TOT อาจจะได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นอีก มากกว่า 100,000 ล้านบาท
2. แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การลดส่วนแบ่งรายได้ให้ TOT
เรื่องนี้ไม่ได้แก้ไขแต่เป็นการเพิ่มเติมส่วนแบ่งรายได้ให้กับ TOT ทั้งนี้สืบเนื่องจากที่ TOT ไม่สามารถติดตั้งขยายระบบสื่อสัญญาณ (Transmission Networks) ได้ทันต่อการขยายสถานี (Base Station) เพื่อบริการแก่ประชาชนผู้ใช้บริการของ AIS ได้ทัน AIS จึงได้ขออนุญาตลงทุนขยายระบบสื่อสัญญาณ (Transmission Networks) ในส่วนที่ TOT ไม่สามารถจัดสร้างได้ทันและยกให้เป็นทรัพย์สินของ TOT ในทันทีที่เปิดใช้บริการ (BTO) โดยที่ AIS มีสิทธิใช้ระบบสื่อสัญญาณ (Transmission Networks) จนกว่าจะหมดอายุสัมปทาน ต่อมาปรากฏว่ามีส่วนที่เหลือใช้ซึ่ง TOT และ AIS มีความเห็นตรงกันว่าควรจะให้ประชาชน หน่วยงานอื่นๆ หรือ บริษัทเอกชนต่างๆ สามารถขอเช่าใช้ได้ TOT จึงได้กำหนดส่วนแบ่งรายได้ขึ้นมาใหม่ โดย กรณีเป็น ”ผู้ใช้บริการของ TOT” TOT ได้รับร้อยละ 25 AIS ได้รับร้อยละ 75 ตลอดอายุสัญญา กรณีเป็น”ผู้ใช้บริการของ AIS” TOT ได้รับร้อยละ 22 AIS ได้รับร้อยละ 78 ตลอดอายุสัญญา ซึ่ง AIS มีหน้าที่จะต้องดูแลบำรุงรักษาและซ่อมแซมระบบสื่อสัญญาณ (Transmission Networks) นั้นตลอดจนอายุสัญญา
3. ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม และได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต
พระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคม ที่ประกาศใช้เมื่อปีพ.ศ. 2546 นั้น มีผลบังคับกับทุกบริษัทที่ให้บริการโทรคมนาคมทุกราย เช่น AIS, DTAC ,TRUE, TT&T และ ทุกบริษัทต้องปฎิบัติเหมือนกัน ไม่มีบริษัทใดได้รับสิทธิพิเศษ หรือมีรายจ่ายน้อยลงแต่ประการใดเลย ทุกบริษัทยังคงมีภาระจ่ายโดยรวมเท่าเดิม
ในส่วนของภาครัฐยังคงได้รับเงินรายได้เท่าเดิม เพียงแต่วิธีการจัดส่งรายได้นั้นให้มีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่คู่สัญญาภาคเอกชนจะดำเนินการจัดส่งรายได้โดยตรงสู่องค์กรเดียว คือ TOT หรือ CAT หลังจากนั้นหน่วยงานภาครัฐทั้งสองจะจัดสรรเงินดังกล่าวให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นต่อไป ให้เปลี่ยนเป็นการแบ่งจ่ายส่วนหนึ่งมาให้แก่กรมสรรพสามิตโดยตรงเป็นประจำทุกเดือน ทำให้กระทรวงการคลังได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้ส่วนที่เป็นภาษีสรรพสามิตในแต่ละเดือนทันที โดยไม่ต้องรอรับการจัดสรรจาก TOT และ CAT ในปลายปี ต่อไป
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc14.doc
