รายงานวิเคราะห์สถานการณ์ ไอทีวี และ ชินแซทเทลไลท์
ตอนที่ 1 กรณี ไอทีวี
1/ เมื่อ พศ 2535 รัฐได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติ (พรบ) ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พศ 2535 ซึ่งเป็น พรบ ที่เกี่ยวกับกรณีไอทีวี
1 พรบ ฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญว่าด้วยให้รัฐบาลเป็นผู้ออกใบอนุญาต หรือ ให้สัมปทานแก่ภาคเอกชนที่โครงการมีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท
2 พรบ ฉบับดังกล่าว มีการกำหนดขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการ และผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม)
2/ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน) เป็นผู้ออกใบอนุญาตให้ไอทีวีเปิดดำเนินการได้ เมื่อ พศ 2538 และมี ข้อสัญญา 4 ข้อ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ดังนี้
1 ไอทีวีจะต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ สปน จำนวน 1 พันล้านบาทต่อปี (ในปีปัจจุบัน)
2 สัดส่วนรายการ : ไอทีวีจะออกอากาศ ในสัดส่วน 70/30 (ข่าวและสารคดี 70% และบันเทิง 30%) ของรายการที่ออกอากาศ และมีข้อจำกัดในเวลาที่มีผู้ชมสูง (Prime time) หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดไอทีวีจะถูกปรับรายวันจำนวน 10% ของค่าสัมปทานต่อปี และอาจถูกยึดใบอนุญาตได้หากยังฝ่าฝืน
3 ข้อสัญญาห้ามคู่แข่ง :ไอทีวีสามารถเรียกร้องค่าเสียหายในกรณีที่รัฐบาลอนุญาต หรือไม่ห้ามการโฆษณาทางทีวี 1) โดยช่องเดิมที่มีอยู่แล้วที่ไม่สามารถมีโฆษณาได้ หรือ 2) ช่องเอกชนช่องใหม่
4 หากมีข้อโต้แย้งกันของสองฝ่าย ให้ถือ คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุด
3/ ชินคอร์ปอเรชั่นกลายเป็นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไอทีวี ในเดือน ธันวาคม 2543 และหลังจากนั้น ได้มีการเพิ่มทุนอีกหลายครั้ง จนชินคอร์ปถือหุ้นมากกว่า 50 %
4/ เดือน พฤศจิกายน 2542 มีสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้มี โฆษณาได้
1 ไอทีวีได้แจ้งไปยัง สปน ถึงกรณีดังกล่าว และได้ดำเนินการขอ แก้ไขสัญญา แต่ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ
2 เดือน มีนาคม 2545 (เป็นเวลาเกือบ 3 ปีให้หลัง) สปน ได้ยอมรับถึงข้อร้องเรียนของไอทีวีและเปิดให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ไม่มีข้อยุติ
3 เดือน กันยายน 2545 ไอทีวี ได้ฟ้อง สปน ต่ออนุญาโตตุลาการ
4 เดือน มกราคม 2546 อนุญาโตตุลาการ ได้วินิจฉัยให้ ไอทีวีชนะใน ข้อสัญญาห้ามคู่แข่ง ทำให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทาน มีการคืน และ ลดค่าสัมปทานลง สัดส่วนรายการเปลี่ยนเป็น 50/50 และไม่มีข้อจำกัดในเวลาที่มีจำนวนผู้ชมรายการสูง
5 หลังจากนั้น ไอทีวีได้ดำเนินการตามข้อแก้ไข และ สปน ฟ้องศาลปกครองให้มีคำสั่งให้คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ เป็นโมฆะ
5/ เดือน พฤษภาคม 2549 ศาลปกครองตัดสินให้ คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ เป็นโมฆะ โดย อยู่บนพื้นฐานที่ว่า อนุญาโตตุลาการ ไม่มีอำนาจเหนือคำวินิจฉัย ไอทีวีได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
6/ เดือน ธันวาคม 2549 ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินยืนให้ คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ เป็นโมฆะ
1 บนพื้นฐานที่ว่า ข้อสัญญาห้ามคู่แข่งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือ มีผลผูกพัน เพราะไม่ได้นำเข้า คณะรัฐมนตรี (ครม) เพื่อขออนุมัติ ตั้งแต่ เซ็นสัญญาสัมปทานครั้งแรก เมื่อ พศ 2538 ตาม พรบ พศ 2535
2 ไอทีวีไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่ผิดเพราะไม่ทราบเรื่องกฎหมายว่า สปน ต้องนำเรื่องเสนอต่อ ครม เพื่ออนุมัติ (เนื่องจาก พรบ พศ 2535 เป็นกฎหมาย)
3 จากข้อ 2 เป็นเหตุให้ ไอทีวีจะต้องจ่ายค่าสัมปทาน และปฏิบัติตามสัดส่วนรายการที่ระบุในสัญญาฉบับแรก แต่ไม่มีการตัดสินบทปรับหรือลงโทษแต่อย่างใด
4 แต่ก่อนหน้านั้นได้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานของไอทีวีอื่นๆ และ มีการเสนอเรื่องเข้า ครม อย่างถูกต้อง
7/ วันที่ 6 มีนาคม 2550 สปน มีคำสั่งให้ไอทีวีชำระส่วนต่างที่ไอทีวี ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของ อนุญาโตตุลาการ กับสัญญาฉบับแรก
1 ค่าสัมปทานที่ค้างชำระทั้งหมด รวมถึงดอกเบี้ย จำนวน 2 พันล้านบาท
2 ค่าปรับที่ฝ่าฝืนในเรื่องสัดส่วนรายการ 100ล้านบาทต่อวัน (10% ของ 1 พันล้านบาทต่อปี จ่ายเป็นรายวัน) รวม 1 แสนล้านบาท
3 นับจากวันที่ไอทีวีดำเนินการ ตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ในเดือน มกราคม 2546 (100 ล้าน x 3 ปี หรือ 1000 วัน)
4 มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันอย่างมาก ถึงค่าปรับที่แพงลิ่วอย่างไม่มีเหตุผลที่เกิดขึ้นกับไอทีวี
8/ ไอทีวีได้แจ้งต่อ สปน ว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลและยินดีจ่ายค่าสัมปทานจำนวน 2 พันล้านบาท สำหรับค่าปรับไอทีวีได้เสนอดังนี้
1 การดำเนินการในเรื่องสัดส่วนรายการนั้น ได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะฝ่าฝืน ควรจะถือเป็นการฝ่าฝืนต่อเมื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งหลังจากที่ศาลมีคำสั่งในครั้งแรก ไอทีวีได้กลับมาใช้สัดส่วนรายการตามเดิม
2 ในกรณีฝ่าฝืน และการปรับ ไอทีวีได้มีการคำนวณและพบว่ามีจำนวน น้อยกว่าที่ สปน คำนวณไว้จำนวน 1 แสนล้านบาท จึงขอให้ทาง สปน คำนวณใหม่
3 ไอทีวีได้คำนวณค่าปรับจำนวน 10% ของ 1 พันล้านต่อปีของค่าสัมปทาน เป็นเงิน 100 ล้านบาทต่อปี และจ่ายเป็นรายวัน ไม่ใช่คิดเป็นรายวัน ดังนั้น ค่าปรับจะเป็น 274,000 บาท ต่อวัน จำนวน 1000 วัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 274 ล้านบาท
9/ สปน ยืนยันคำสั่งและวิธีการคำนวณค่าปรับแบบเดิม ที่ให้ไอทีวีจ่ายค่าปรับจำนวน 1 แสนล้านบาท ซึ่งไอทีวีไม่สามารถหาแหล่งเงินสนับสนุน ได้จากสถาบันการเงิน หรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นได้ แม้แต่ค่าสัมปทานจำนวน 2 พันล้านบาท
10/ จากการที่ไอทีวีไม่สามารถจ่ายค่าสัมปทาน จำนวน 2 พันล้านบาท (รวมทั้งค่าปรับด้วย)ได้ ภายในวันที่ 6 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทาง สปน กำหนด ไอทีวีจึงถูกเพิกถอนใบอนุญาต สินทรัพย์ทั้งหมดถูกโอนให้ สปน เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไอทีวีจะกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐอีกช่องหนึ่ง ชื่อ ทีไอทีวี
1 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลแจ้งว่าจะจ้างพนักงานไอทีวีต่อ และจะให้มีการออกอากาศต่อไป โดยไม่หยุดชะงัก
2 วันที่ 6 มีนาคม 2550 ครม สั่งระงับการออกอากาศของไอทีวีจนกว่าจะโอนเป็น ทีไอทีวีเสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน
3 วันที่ 7 มีนาคม 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่า สปน สามารถมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เข้าดำเนินการแทนไอทีวีได้
4 ในวันเดียวกัน (7 มีนาคม 2550) ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ไอทีวีสามารถออกอากาศต่อไปได้ เพราะเป็นการบริการสาธารณะ
11/ แม้ว่าธุรกิจไอทีวีจะถูกโอนไปขึ้นอยู่กับ กรมประชาสัมพันธ์ ในชื่อ ทีไอทีวี แต่ไอทีวียังคงเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นได้มีการประชุมกันเพื่อตัดสินใจว่าจะดำเนินการฟ้องร้อง สปน ในประเด็นที่สำคัญดังนี้หรือไม่
1 การคำนวณค่าปรับที่ไม่เป็นธรรมและเกินจริง ควรใช้การคำนวณของไอทีวีที่สมเหตุสมผลกว่า และควรคืนใบอนุญาตให้ไอทีวี
2 การที่ สปน ไม่นำข้อสัญญาห้ามคู่แข่ง เข้า ครม เพื่ออนุมัติ (เมื่อมีการเซ็นสัญญาครั้งแรก พศ 2538) ถือเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายอาญา ดังนั้น สปน จะต้องถูกฟ้องในเรื่องนี้
3 การที่ สปน ไม่นำข้อแก้ไข (ตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ เดือน มกราคม 2546) เข้า ครม เพื่ออนุมัติ (ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่อการแก้ไขตาม พรบ และเพื่อให้สัญญาที่ระบุว่าหากมีข้อโต้แย้งกันของสองฝ่าย ให้ถือ คำวินิจฉัยของของอนุญาโตตุลาการถือเป็นที่สิ้นสุดมีผลทางกฎหมาย) เป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายอาญา และผิดสัญญาสัมปทาน ดังนั้น สปน จะต้องถูกฟ้อง
4 หากศาลแพ่งพิพากษาว่า สปน มีความผิดจริง ศาลอาจสั่ง สปน ให้คืนใบอนุญาตให้ไอทีวี รวมทั้งสินทรัพย์ อื่นๆด้วย กระบวนการเหล่านี้จะต้องผ่าน 3 ศาล อาจใช้เวลา 2-3 ปี
ตอนที่ 2 การเกี่ยวเนื่องกันของกรณีไอทีวี กับกรณีชินแซทเทลไลท์
1/ ผู้บริหารกระทรวงไอซีที ได้แสดงความเห็นผ่านสื่อว่า ที่ไอทีวีถูกเพิกถอนใบอนุญาต เป็นผลมาจากการที่ไอทีวีแก้ไขสัญญาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม ชินแซทเทลไลท์ ก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตเช่นเดียวกับไอทีวี หากตรวจสอบพบว่ามีข้อผิดพลาดในการแก้ไขสัญญา หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญา
คำอธิบายต่อความเห็นนี้คือ
1. ไม่มีข้อผิดพลาดในการแก้ไขสัญญาตามที่กล่าวอ้าง
2. การแก้ไขสัญญาทั้งหมดได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง และได้รับการอนุมัติ
3. ข้อเรียกร้องที่จะต้องได้รับอนุมัติจาก ครม ในการแก้ไขสัญญา หรือข้อกฎหมายนั้น ทำได้ยาก ทั้งใน กรณีไอทีวี และกรณีชินแซทเทลไลท์
กรณีชินแซทเทลไลท์ ที่เกี่ยวข้องกับ กรณีไอทีวี
1. ชินคอร์ปถือหุ้นอย่างน้อย 51 % ในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ และได้ลดสัดส่วนลงเหลือ 41% ตามสัญญาสัมปทานในกลางปี 2548 แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก ครม ตาม พรบ พศ 2535
2. บริษัท ชินแซทเทลไลท์ ส่งดาวเทียมไทยคม 3, 4 และ 5 (เพื่อเป็นดาวเทียมสำรอง) ขึ้นสู่วงโคจรไม่ได้เป็นไปตามสัมปทานฉบับแรก และไม่ได้รับอนุมัติจาก ครม ตาม พรบ พศ 2535
3. ดังนั้น บริษัท ชินแซทเทลไลท์ อาจฝ่าฝืน สัญญาสัมปทาน และ พรบ พศ 2535 ซึ่งอาจจะถูก ยกเลิกสัมปทานได้ เหมือนกรณี ไอทีวี
4. แต่2 กรณีนี้ มีความแตกต่างกัน
2/ ใน พรบ พศ 2535 , ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนแรก ส่วนเสนอโครงการ (เริ่มโครงการ) ส่วนที่ 2 ส่วนดำเนินการ (ประมูลและเซ็นสัญญาโครงการ) และส่วนที่ 3 ส่วนการกำกับดูแล (ดำเนินงาน)
1. ในแต่ละส่วนจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน เพื่อดำเนินงาน
2. ในส่วนเสนอโครงการ และส่วนดำเนินการโครงการนั้น ระบุว่าจะต้องได้รับอนุมัติจาก ครม ในการแก้ไขสาระสำคัญ
3. ในส่วนให้คำแนะนำ และกำกับดูแล ไม่ได้ระบุว่าจะต้องได้รับอนุมัติจาก ครม ในการแก้ไขสัญญา แต่ให้ส่งรายงานให้ ครม ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามสัญญาสัมปทานเท่านั้น
มาตราที่ 23
คณะกรรมการประสานงานภายใต้ มาตราที่ 23 มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
1. ติดตามและให้คำแนะนำในการดำเนินการตามที่ระบุในสัญญา
2. รายงานผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า ปัญหา และ ข้อแก้ไขต่อกระทรวงที่รับผิดชอบทางข่าวสาร
มาตราที่ 24
ในกรณีที่องค์กรที่ดำเนินโครงการ ละเลย หรือ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ได้ ผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ในคณะกรรมการประสานงาน จะส่งรายงานให้ รมว การคลัง เพื่อนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี ต่อไป
3/ ในกรณีไอทีวี ศาลมีคำสั่งให้ ข้อสัญญาห้ามคู่แข่ง เป็นโมฆะ เพราะไม่ผ่านการอนุมัติจาก ครม ในการเซ็นสัญญาสัมปทานในปี 2538 ซึ่งอยู่ในส่วนของส่วนดำเนินการ จึงต้องได้รับอนุมัติจาก ครม
1. ในส่วนของ ชินแซทเทลไลท์ ในส่วนการกำกับดูแล คณะกรรมการประสานงาน มีอำนาจที่จะการดำเนินการได้ โดยไม่ต้องผ่าน ครม
2. การส่งดาวเทียมไทยคม 3, 4 และ 5ขึ้นสู่วงโคจร ได้มีการระบุไว้ในสัญญาสัมปทาน และได้รับอนุมัติเรียบร้อยแล้ว การแก้ไขสัญญากระทำโดยผ่านทาง คณะกรรมการประสานงาน
3. สำหรับการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น แม้ว่าใน มาตรา 24 ของ พรบ พศ 2535 ไม่ได้ระบุว่า ครม ต้องอนุมัติ การแก้ไขสัญญา แต่ กระทรวงไอซีที และคณะกรรมการประสานงานได้นำเรื่องเข้า ครมเพื่อขออนุมัติ เมื่อ พศ 2547 แต่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งเรื่องคืน เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องให้ ครม อนุมัติ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดก็ได้ยืนยันในเรื่องนี้ด้วย จึงจะเห็นได้ว่าชินแซทเทลไลท์ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
4/ สปน ได้เพิกถอนสัมปทานของไอทีวี เพราะ ไอทีวี ไม่จ่ายค่าสัมปทานจำนวน 2 พันล้านบาท ไม่ใช่เพราะไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือฝ่าฝืน พรบ พศ 2535
1. การที่ไอทีวีไม่สามารถจ่ายได้ เพราะ สปน ให้จ่ายในจำนวนเงินที่สูงมากถึง 1 พันล้านบาท
2. มีมาตรการลงโทษปรับระบุไว้ในสัญญา
3. จำนวนค่าปรับที่สูงมากเป็นผลมาจากการแก้ไขสัญญา โดยไม่ได้รับอนุมัติจาก ครม ตั้งแต่ เดือน มกราคม 2546
4. การที่ไม่ได้รับอนุมัติจาก ครม เป็นความผิดของ สปน ไม่ใช่ของไอทีวี และไอทีวีจะฟ้อง สปน ในความผิดข้อนี้
5. ส่วนสัญญาสัมปทานของชินแซทเทลไลท์นั้น ไม่มีมาตราที่ระบุเรื่องค่าปรับ ถ้าต้องการมติ ครม ในการแก้ไขที่ผ่านมา ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีที ที่จะนำเรื่องเสนอต่อครม เพื่อขออนุมัติ ไม่ใช่ลงโทษ ชินแซทเทลไลท์ หรือยึดสัมปทานคืน
รายงานนี้ต้องการอธิบายว่า มีกระบวนการทางกฎหมาย และ การฟ้องร้องต่อศาล กรณีไอทีวี และ ชินแซทเทลไลท์ (ถ้ามี) ซึ่งต่อไปจะไม่มีบทลงโทษทางการเมือง จากสาเหตุความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลใหม่ ละรัฐบาลเก่า โดยไม่พึ่งกฎหมาย กรณี ชินแซทเทลไลท์ ต่างกับ กรณีไอทีวี แต่อาจจะถูกตีความผิดๆ จากนักการเมือง และสื่อ ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันทางการเมือง
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc9.doc