กรณีกระแสข่าวดักฟังดาวเทียมและมือถืออันจะกระทบต่อความมั่นคง แหล่งข่าวใน กทช. ฐานะกรมไปรษณีย์เดิม ในฐานะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดาวเทียมและมือถือมานาน ให้ความเห็นว่า
“ผู้พูดไม่เข้าใจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ในส่วนเทคโนโลยีดาวเทียมต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นระบบเปิดอยู่แล้ว คือพื้นที่บริการ หรือ Footprint คลุมและเห็นหลายประเทศ เห็นกันหมด ไปไกลถึงยุโรปหรือออสเตรเลีย ในทางปฏิบัติจะสอยดูสัญญาณได้หากต้องการ ไม่เกี่ยวว่าต้องเป็นผู้ให้บริการ เป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมดาวเทียม …… แต่อุปกรณ์จะมีราคาสูงมาก มีเฉพาะพวกทหารที่ใช้ …… ดาวเทียมเป็นแค่กระจกสะท้อนสัญญาณขึ้นลง เป็นเรื่องอุปกรณ์การรับส่งของผู้ใช้ที่ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งปกติผู้ใช้จะต้องเข้ารหัสสัญญาณอยู่แล้ว และสามารถทำได้หลายชั้น ในระดับอุปกรณ์หรือระดับตัวข้อมูลเอง โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคง ต้องไปใส่ป้องกันให้แข็งแรงกันเอาเอง เหมือนเราต้องใส่กันไวรัสไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือพวก web จะต้องใส่ security ไม่เกี่ยวกับคนขายท่อที่เป็นเครือข่าย เพราะเห็นกันได้หมดอยู่แล้ว และการที่เป็นระบบเปิดข้ามหลายประเทศ ทาง ITU ซึ่งเป็นหน่วยงานโทรคมนาคมสากลของสหประชาชาติ ก็มีกฏและข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นกฎสากลทุกคนปฏิบัติตาม เพราะไม่งั้นอยู่กันไม่ได้ กวนกัน ดักกันเละไปหมด ทั้งรัฐบาลไทยก็มีทั้งกระทรวง ICT และกทช.เป็นตัวแทนของประเทศต่อ ITU และดูแลในประเทศตามระบบสากล ขณะที่ผู้ให้บริการอย่างไทยคมต้องให้บริการอย่างถูกต้องเป็นมืออาชีพแก่ผู้ใช้บริการ เป็นเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เพื่อการเมืองหรือการทหารของประเทศใดๆหรือกระทั่งของไทย มิเช่นนั้นผู้ใช้คงไม่ยอม”
“ในแง่อุตสาหกรรมดาวเทียม ก็คล้ายใยแก้วนำแสงใต้น้ำ เป็นธุรกิจระหว่างประเทศอย่างมาก ทุกประเทศมีการใช้ข้ามไปข้ามมา เช่น ดาวเทียมไทยคมเอง มีผู้ใช้ต่างประเทศจำนวนมาก มากกว่าคนไทยใช้ด้วยซ้ำ ทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยงานความมั่นคงทั้งใน จีน อินเดีย ลาว เขมร เวียดนาม พม่า ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีเหนือ ไต้หวัน และไปไกลถึงยุโรปและอาฟริกา ตอนนี้ไทยคมก็ใหญ่เป็นอันดับต้นของภูมิภาค และใกล้ระดับโลกแล้ว ซึ่งผู้ใช้ต่างชาติและหน่วยงานรัฐของตนที่อนุญาตให้ใช้ก็ไม่ได้กังวลเรื่องความมั่นคงว่าใช้ดาวเทียมไทยหรือของประเทศไหนๆ เพราะเข้ารหัสและป้องกันตัวเองทั้งสิ้น และยอมรับการให้บริการอย่างถูกต้องเป็นมืออาชีพของผู้ให้บริการ บางรายเช่น Department of Space (กระทรวงอวกาศ) ของอินเดีย ก็เคยใช้ไทยคมเป็นเครือข่ายหลักถึง 10 ทรานสปอนเดอร์ (มากกว่าคนไทยมาก) เครือข่ายหลักในพม่าก็ใช้ไทยคม”
โดยหลักการ ไทยคมก็เหมือนให้เช่าอพาร์ตเมนท์ ก็ต้องพยายามไม่ให้มีคนมาถ้ำมองห้องน้ำ ไม่งั้นผู้เช่าไม่เชื่อถือ หนีหายหมด ดังนั้นไทยคมจริงๆแล้วหน้าที่ในธุรกิจต้องไม่ให้ใครมาดักฟังด้วยซ้ำเท่าที่ทำได้ในไม่มีทางมาทำเสียเอง และดูง่ายๆ มีต่างชาติใช้ไทยคมจำนวนมาก ก็เพราะมั่นใจว่าไทยคมประพฤติถูกต้อง
“ดาวเทียมไทยคมก็เป็นสัมปทานแบบ BTO คือสร้างแล้วยกให้กระทรวง ICT บริษัทแค่มีสิทธิลงทุนและหารายได้ ต้องทำตามกฏระเบียบของ ICT และกทช. รัฐดูแลก็ง่าย เพราะอยู่แค่นนทบุรี ผู้บริหารก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทำงานกันมา 15 ปี เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เช่นประธานบริษัทก็เป็นอดีตผู้บริหารสูงสุดของบริษัทปูนซีเมนต์ไทยของสำนักทรัพย์สิน…… ใครไปเที่ยวกล่าวหาเขาทรยศต่อชาติพูดลอยๆได้ไง หากมีหลักฐานก็ดำเนินคดีได้เลย มีกฏหมายหลายตัว ทั้งความมั่นคง โทรคมนาคม ความลับทางราชการ ความลับบุคคล แต่หากไม่มีหรือไม่ผิด เป็นแค่จินตนาการ เขาก็อาจฟ้องหมิ่นประมาทเอาได้ …… ในบอร์ดก็มีกรรมการภายนอกจากหลายสาขา รวมถึงผู้แทนของกระทรวง ICT คือ ท่านปลัดกระทรวงด้วย ไทยคมก็เคยได้รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นทั้งในไทยและจากต่างประเทศ ทางชินคอร์ปฯ เองก็ถือหุ้นเพียง 40% ที่เหลือเป็นของผู้ถือหุ้นสถาบันมากมายเพราะบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2536 …… ดังนั้นกรรมการและผู้บริหารก็ต้องทำหน้าที่ในทางการค้าคือทำธุรกิจให้มีกำไรอยู่ได้ บริการลูกค้าให้ดี ไม่ใช่มาทำงานราชการลับให้ใคร ทางกทช. เองก็มีหน้าที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้วในการทำให้ถูกต้องตามระเบียบ หากมีข้อมูลว่าถูกดักฟังก็มาร้องเรียนที่กทช.ได้จะตรวจสอบให้”
“ในแง่นี้ ต้องดูว่า ธุรกิจดาวเทียม ในส่วนหุ้นการลงทุน บริษัท และตัวดาวเทียมเป็นคนละเรื่อง อย่างของไทยคมก็มีผู้ถือหุ้นหลายรายทั้งในไทยและต่างประเทศตลอด 15 ปี บริษัทก็จดทะเบียนในไทย อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารหลักก็เป็นคนไทย ตัวดาวเทียมและสถานีควบคุมก็อยู่ภายใต้กระทรวง ICT และอยู่ภายใต้กฎระเบียบของ กทช.”
“อย่างในจีนผู้ให้บริการดาวเทียมใหญ่ที่สุดคือ Asiasat ก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง เข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งในฮ่องกงและอเมริกา ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นยุโรป ทางการจีนก็อนุญาตให้ใช้เป็นเครือข่ายหลักในจีนได้มากกว่าดาวเทียมของรัฐบาลจีนเองด้วยซ้ำ และยังมีดาวเทียม Apstar คล้าย Asiasat คือจดทะเบียนฮ่องกง เข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งฮ่องกงและอเมริกา ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นทั้งบริษัทสิงคโปร์เทเลคอม บริษัทดาวเทียมของรัฐบาลจีน และนักลงทุนไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลจีนและไต้หวันมีปัญหาความมั่นคงกันอยู่ บริษัท CP ของไทยก็เคยมีหุ้นในบริษัทนี้ ทางการจีนก็อนุญาตเช่นกัน”
“อย่างออสเตรเลีย มีผู้ให้บริการของประเทศรายเดียวคือ บริษัท OPTUS ถือหุ้น 100 % โดย บริษัทสิงคโปร์เทเลคอม ยิ่งกว่านั้น ยังมีช่องสัญญาณบางส่วนเป็นวงจรพิเศษ ใช้ในด้านการทหารเท่านั้น คือ X-Band เพราะปกติดาวเทียมเชิงพาณิชย์ทั่วไปใช้ C-Band และ Ku-Band แต่ X-Band ใช้เฉพาะทางทหารเท่านั้น แต่ก็ไปฝากบริการไว้ใน OPTUS ดวงเดียวกัน รัฐบาลและทหารออสเตรเลีย ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะถือว่า ดาวเทียมควบคุมในออสเตรเลีย ต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบและสัญญาการให้บริการที่เซ็นไว้กับทหาร”
“…… การทำให้ไทยมีเครือข่ายดาวเทียมจำนวนมากอย่างที่ไทยคมทำ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมาก นอกเหนือจากทำเงินตราเข้าประเทศ และเป็นชื่อเสียงแล้ว ยังช่วยให้เกิดความมั่นคงด้านการใช้งานในประเทศ เพราะมีดาวเทียมไทยหลายดวงให้ใช้งานได้หลากหลาย ไม่ใช่มีใช้เพียงดวงหรือสองดวง ซึ่งเป็นเจตนารมย์ของกระทรวง ICT ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้เอกชนผู้รับสัมปทานไปดำเนินการตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว โดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ หากทำแค่พอใช้ในไทยอย่างเดียว ต้นทุนต่อหน่วยจะแพงมากเพราะไทยใช้น้อย ได้เท่าดวงเล็กๆ เป็นเรื่องของการประหยัดเนื่องจากขนาด หรือ Economies of Scale เพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ซึ่งเอกชนต้องลงทุนหลายหมื่นล้านบาท เสี่ยงเอาเอง แข่งขันเอาเอง เขาก็ต้องไปกู้เงิน เข้าตลาดหลักทรัพย์และหาเงินมาร่วมทุนจากทั้งในและนอกประเทศมาตลอด ซึ่งส่งผลสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศเข้าไทย จ้างงานในไทย จ่ายค่าสัมปทานและภาษีหลายพันล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ผู้ให้บริการดาวเทียมคู่แข่งต่างชาติก็มีภาระอื่นเช่นภาษีน้อยกว่า ค่าสัมปทานก็ไม่มีเหมือนบ้านเราเพราะรัฐบาลประเทศอื่นส่งเสริมมาก ต้นทุนทางการเงินก็ต่ำกว่าเพราะเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีกว่า เพราะไม่ติดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขหลายอย่างเหมือนอย่างในไทย ดังนั้น แค่ต้นทุนเพื่อแข่งขันกับต่างประเทศก็เสียเปรียบอยู่แล้ว ต้องทำงานหนักกว่ามาก…… ที่ ICT มาพูดว่าจะเชือดสัญญา พูดราวกับว่าเอกชนเป็นอาชญากร ผู้ต้องหา ทั้งที่เขาลงทุนตามที่ ICT ส่งเสริม เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมดาวเทียมและสร้างรายได้ค่าสัมปทานให้ ICT และหากผิดสัญญาก็แสดงว่า ICT เป็นผู้ผิด เพราะเขาทำตามสัญญาที่ ICT อนุมัติให้ทำมาตลอด 15 ปี หากผู้พูดยังใหม่ ข้อมูลไม่แม่น ควรจะศึกษาหารือทั้งเป็นการภายในและกับบริษัทเอกชนให้ดีก่อน หากผิดก็ดำเนินคดีกันไป ไม่ใช่มาพูดกล่าวหาลอยๆกันในที่สาธารณะเช่นนี้”
“ในกรณีของมือถือก็เช่นกัน ใครจะดูดสัญญาณเพื่อดักฟังต้องมีอุปกรณ์พิเศษราคาแพงมาก ไม่ใช่เรื่องที่บริษัทเอกชนจะลงทุน การนำเข้าก็ต้องผ่าน กทช. การจะดูดสัญญาณก็ต้องเอารถออกไปจอดในรัศมีรับส่งของเครื่องมือถือของผู้ใช้งานไม่กี่ร้อยเมตร ต้องรู้ว่าผู้โทรตอนนั้นอยู่ตรงไหน รถก็เป็นคันใหญ่เอิกเกริก เหมือนพวกดักฟังในหนัง หากผู้ใช้เคลื่อนตัวรถต้องคอยวิ่งตาม มีแต่หน่วยงานความมั่นคงคือทหารเท่านั้นที่ต้องการและมีสิทธิ์ ไม่เกี่ยวว่าต้องเป็นผู้ให้บริการถึงจะมีรถดูดสัญญานได้ …… บริษัทเอกชนลงทุนนับแสนล้าน ให้บริการลูกค้าหลายสิบล้านคน ต้องแข่งขัน บริการลูกค้าและสร้างรายได้เพื่อให้คืนทุน ไม่ใช่มาทำราชการลับเพื่อใคร”
“ที่ปากีสถานไม่กี่ปีก่อน เคยเปิดประมูลใบอนุญาตมือถือใหม่ให้เอกชนมาลงทุนทำ โดยตั้งเงื่อนไขว่า ทางทหารต้องดักฟังได้ อาจเพราะตอนนั้นปกครองโดยทหารจากการปฏิวัติเช่นกัน แต่เอกชนทั้งในและต่างประเทศต่างไม่เห็นด้วยจนต้องเลิกเงื่อนไข เพราะเอกชนไม่ต้องการยุ่งเกี่ยว หรือเป็นครื่องมือทางทหารหรือทางการเมืองของใคร แค่ลงทุนแข่งขันทำธุรกิจให้มีกำไรก็ยากอยู่แล้ว ขนาดของสหรัฐหลังเหตุการณ์เวริลดเทรด 11 ก.ย มีการออกกฎหมายให้ทางราชการสามารถเจาะข้อมูลหรือดักฟังของใครก็ได้ ด้วยเหตุผลเรื่องการก่อการร้ายสดๆ ร้อนๆ คนยังต้านมากมาย และต้องออกกฎหมายกันเป็นการเฉพาะ”
“ดังนั้นการดักฟังไม่ใช่เรื่องทั่วไป เป็นเรื่องร้ายแรง อย่างทาง ITU ซึ่งเป็นหน่วยงานโทรคมนาคมสากลของสหประชาชาติยังมีกฎสากลในเรื่องพวกนี้ เช่นห้ามดักฟัง ห้าม Block หมายเลข ห้ามกวนกัน เป็นต้น หากจะใช้ทางทหารก็ต้องทำเป็นเครือข่ายทหารเฉพาะ เพราะบริการมือถือเหล่านี้เป็นบริการพาณิชย์สำหรับประชาชนทั้งประเทศหลายสิบล้านคน ไม่ใช่เพื่อทหารหรือเพื่อราชการใด” แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้แหล่งข่าวในวงการหลักทรัพย์ ยังให้ความเห็นเสริมว่า
“บริษัทมือถือ AIS ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ชินคอร์ปก็ถือหุ้นแค่ 40% กว่า ในบอร์ดก็มีกรรมการภายนอกหลายสาขา เคยได้รางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นทั้งในไทยและจากต่างประเทศ มีตัวแทนจาก TOT มีผู้ถือหุ้นสถาบันมากมาย เพราะบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2535 มีมูลค่าตลาดกว่าสามแสนล้านบาท เป็นบริษัทไทย 1 ใน 3 ที่อยู่ใน Fortune 500 ซึ่งมีบริษัทปูนซีเมนต์ไทยกับ ปตท. ด้วย …… AIS เองก็จ้างงานทางตรงทางอ้อมนับแสนคน ทำให้ไทยมีโทรศัพท์ใช้ติดอันดับโลกหลายสิบล้านคน ลงทุนไปหลายแสนล้านบาทจ่ายภาษีและค่าสัมปทานหลายแสนล้านให้รัฐ ทาง TOT และกทช. ก็ควบคุมดูแล เขาไม่มีเหตุผลทำการอะไรทางการเมืองหรือขัดต่อกฎระเบียบหรือกฎหมายของรัฐให้เป็นการเสี่ยงต่อธุรกิจระดับขนาดนี้”
“ทั่วโลกวันนี้ นอกเหนือจากการลงทุนและเทคโนโลยีก้าวไปไกลเป็นโลกาภิวัฒน์กระทบทุกประเทศอย่างมาก รวมถึงไทยด้วยแล้ว ยังมีเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคมในปี 2549 ภายใต้เงื่อนไขขององค์การการค้าโลก WTO ยังไม่รวมถึง FTA อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยไม่มีทางเลือก ยกเว้นเราจะปิดประเทศ เพราะหากไม่ทำตาม WTO ก็จะถูกต่างชาติปิดกั้นการค้าการลงทุนกับไทย มีผลกระทบทางเศรษฐกิจมาก การที่เรื่องการเมืองของไทยมาวุ่นวายอย่างไม่เป็นธรรมกับบริษัทโทรคมนาคมและต่างชาติที่มาลงทุนจะเป็นผลกระทบเสียหายที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่ง”
“ประเทศเพื่อนบ้านเราก็เปิดกว้างการลงทุนโทรคมนาคมจากต่างประเทศทั้งสิ้น ทั้งเหตุผลเรื่อง WTO และการที่โทรคมนาคมต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เงินในประเทศจะมีข้อจำกัด รวมถึงไทยด้วย เช่น ในเวียดนาม มือถือรายใหญ่อันดับสองก็เป็นหุ้นใหญ่ยุโรป ในอินเดีย อันดับสอง อันดับสาม ซึ่งมีผู้ใช้งานร่วมร้อยล้านคน ก็มีหุ้นใหญ่เป็นของสิงคโปร์และฮ่องกง”
“ในออสเตรเลีย มือถืออันดับสองมีหุ้น 100% เป็นสิงคโปร์ ในเขมร ลาว มือถือใหญ่ มีหุ้นใหญ่เป็นไทย ในสิงคโปร์มือถืออันดับสองเป็นอังกฤษ ในมาเลย์และไทย มือถืออันดับสองเป็นนอร์เวย์ ในอินโดนีเซีย เบอร์หนึ่งและสองเป็นสิงคโปร์ เห็นได้ว่า เป็นโลกาภิวัฒน์อย่างยิ่ง ไม่มีเรื่องอ้างความมั่นคงหรือชาตินิยม ประเทศเหล่านี้ก็ดูแลเรื่องได้ดี”
“อย่างบริษัทสิงคโปร์เทเลคอม ประธานบริษัทก็เป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของปูนซีเมนต์ไทย และยังมีกรรมการคนอื่นส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เขาไม่ได้กังวลอะไร ถึงแม้เป็นบริษัทที่กองทุนรัฐถือหุ้นใหญ่ เพราะต้องโลกาภิวัฒน์ ต้องแข่งขันลงทุนต่างประเทศ”
“ทางเทมาเส็กก็เป็นกองทุนคล้าย กบข. เอาเงินของข้าราชการและประชาชนมาลงทุนในบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้มีผลตอบแทนลงทุน ไม่ใช่เพื่อทำราชการลับอะไร”
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc8.doc