1. ตามกฏหมายธุรกิจต่างด้าว ปี 42
- ปกติบริษัทต่างด้าวสามารถถือหุ้นในบริษัทไทยได้อยู่แล้ว แต่หากสัดส่วนต่างด้าวถือหุ้นเกิน 50% จะทำให้บริษัทไทยเทียบเท่าต่างด้าว จะมีข้อจำกัดการทำธุรกิจบางประเภท
2. บริษัทเทมาเส็กซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป ซึ่งบริษัทชินคอร์ปถือหุ้นบริษัทชินแซทอยู่ 41%
- ไม่ใช่การซื้อบริษัทชินแซท หรือซื้อสัมปทาน หรือซื้อทรัพย์สินตัวดาวเทียม
- ชินแซทเป็นบริษัทมหาชนและอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นคนไทยอีกเกือบ 59% ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับชินคอร์ป
- มูลค่าของบริษัทชินแซทมีน้อยกว่า 5% ของมูลค่าของบริษัทชินคอร์ป ดังนั้นการที่เทมาเส็กซื้อหุ้นชินคอร์ปไม่ใช่การจงใจซื้อเพื่อครอบงำชินแซท
3. ปกติต้องถือว่า ผู้ถือหุ้นและตัวบริษัทเป็นคนละนิติบุคคลกัน หากนิติบุคคลใดหรือผู้ถือหุ้นบางส่วนมีปัญหา ก็เป็นไปตามขอบเขตของนิติบุคคลนั้น
- ไม่ควรกลายเป็นปัญหาของผู้ถือหุ้นในส่วนที่เหลือ ที่ไม่สามารถควบคุมผู้ถือหุ้นส่วนอื่นได้
- ไม่ควรกลายเป็นปัญหาของตัวบริษัทไปด้วย เพราะบริษัทไม่สามารถควบคุมผู้ถือหุ้นของตนได้ และบริษัทมีหน้าที่ในการสร้างธุรกิจและผลกำไรต่อผู้ถือหุ้นในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อผู้ถือหุ้นบางคน
4. หากชินคอร์ปจะมีปัญหาความเป็นต่างด้าวใดๆ ก็เป็นปัญหาในฐานะผู้ถือหุ้นเฉพาะส่วน 41% นั้นๆ
- โดยหลักการ ทางการควรดำเนินการให้ผู้ถือหุ้นส่วนที่มีปัญหาทำการแก้ไขเฉพาะในส่วนหุ้นที่ตนถือ
- ไม่ควรกลายเป็นปัญหาที่เทียบเท่าลงโทษผู้ถือหุ้นคนไทยส่วนที่เหลือเกือบ 59% มากกว่า 19,000 ราย เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสามารถหลีกเลี่ยงการมีปัญหาของผู้ถือหุ้นอีกส่วนคือชินคอร์ปได้
- เช่นกัน ไม่ควรกลายเป็นปัญหาที่ตัวบริษัทชินแซท หรือมีการลงโทษตัวบริษัทชินแซทโดยการยกเลิกสัมปทานของบริษัทหรือการกีดกันบริษัททำกิจการ เพราะบริษัทชินแซทไม่เกี่ยวข้องหรือสามารถหลีกเลี่ยงการมีปัญหาของผู้ถือหุ้นของตนไม่ว่าบางส่วนหรือภาพรวมได้
- บริษัทและผู้บริหารในฐานะบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีหน้าที่สร้างผลงานทางธุรกิจและผลกำไรต่อผู้ถือหุ้นโดยรวม โดยไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำธุรกิจแบบมืออาชีพและธรรมาภิบาลมาตลอด 15 ปี ดำเนินการตามสัญญาและกฏหมายอย่างถูกต้องเคร่งครัดตลอดมากับหน่วยงานรัฐทั้งในไทยทุกยุคสมัยและในต่างประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจ เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติจนมีลูกค้าไทยและต่างประเทศจำนวนมาก
ข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อสังเกตุที่ 1: กรณีบริษัทเทมาเส็กซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่นำไปสู่ประเด็นปัญหาการตีความสัญชาติของบริษัทชินคอร์ปนั้น เกิดจากการที่กฏหมายสองฉบับขัดแย้งกันมาตลอด คือ
1) พรบ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี 2542 (ที่ทำให้บริษัทที่มีหุ้นต่างชาติเกิน 50% กลายเป็นต่างด้าว) กับ
2) กฏ กลต เรื่องการครอบงำกิจการ (ซึ่งบังคับในกรณีมีผู้ซื้อหุ้นเกิน 25% ของบริษัทจดทะเบียน ต้องทำข้อเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นรายอื่นทั้งหมด (Tender Offer) โดยมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายอื่น หากไม่อยากร่วมเป็นผู้ถือหุ้นกับรายใหม่ ก็ให้มีโอกาสถอนตัวด้วยการขายหุ้นออกไป (Exit))
- ปัญหาคือ ผู้ซื้อจากต่างประเทศทุกรายที่ถูกบังคับต้องทำข้อเสนอซื้อ จะประสบปัญหาสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติมากเกินไปจนกลายเป็นขัดกับกฏหมายธุรกิจคนต่างด้าว แต่กฏหมายกลับไม่มีทางออกให้ ไม่มีข้อยกเว้นให้ไม่ต้องทำข้อเสนอซื้อ กลายเป็นว่า เมื่อต้องทำตามกฏหมายหนึ่งกลับไปติดหรือขัดอีกกฏหมายหนึ่ง
- ปกติทางออกของบริษัทต่างชาติที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็จะใช้กลไกผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติหลายรายร่วมมือกันถือหุ้น ภายใต้ขอบเขตที่สอดคล้องกับกฏหมายธุรกิจคนต่างด้าว ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้กันอยู่มาหลายสิบปีนับหมื่นบริษัทตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา รวมถึงกรณีบริษัท DTAC ที่คล้ายกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าไม่ขัดกฏหมายว่าเป็นการถือหุ้นแทน แต่เพราะเป็นลักษณะร่วมมือกันเหมือนหุ้นส่วน
ข้อสังเกตุที่ 2: ครอบครัวชินวัตรในฐานะผู้ซื้อหุ้นรายหนึ่ง มีสิทธิขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่ตนถืออยู่ 49% ซึ่งยังเป็นส่วนที่ยังไม่มีข้อจำกัดของกฏหมายธุรกิจคนต่างด้าว
- แต่การที่เทมาเส็กซื้อหุ้นส่วน 49% ที่ยังไม่มีปัญหา จากครอบครัวชินวัตร แต่ที่สุดถูกบังคับต้องทำข้อเสนอซื้อส่วนที่เหลือตามกฏ กลต จนอาจขัดกับกฏหมายธุรกิจคนต่างด้าว ก็ควรมีทางออกของกฏหมายให้ดังอธิบายข้างต้น
ข้อสังเกตุที่ 3: ทางเทมาเส็กไม่ได้ต้องการซื้อหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดเพื่อครอบงำกิจการ แต่ต้องทำเพียงเพราะต้องทำข้อเสนอซื้อตามกฏ กลต
- เพราะราคาหุ้นชินคอร์ปที่เทมาเส็กต้องทำข้อเสนอซื้อแพงกว่าราคาในตลาดช่วงนั้นมาก (49.25 บาท ต่อ 35-40 บาท)
- และเทมาเส็กซึ่งเป็นกองทุนคล้าย กองทุนบำนาญ ปกติจะลงทุนหุ้นเพียงส่วนน้อยในบริษัทในต่างประเทศ เพื่อผลตอบแทนการลงทุน โดยไม่ยุ่งเกี่ยวการบริหารงานหรือการครอบงำบริษัท และยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศ
ข้อสังเกตุที่ 4: การที่รัฐบาลปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนผลักดันออกแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายธุรกิจคนต่างด้าวใหม่ ซึ่งมีการเพิ่มบทนิยามต่างด้าวใหม่ๆเพิ่ม ทั้งการถือหุ้นและสิทธิการออกเสียง
- สะท้อนได้ว่า กรณีบริษัทเทมาเส็กซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่นำไปสู่ประเด็นปัญหาการตีความสัญชาติของบริษัทชินคอร์ปนั้น ผู้ซื้อหุ้นชินคอร์ปไม่ขัดกับกฏหมายต่างด้าวเดิม เพราะหากขัดก็ควรสามารถใช้กฏหมายเดิมดำเนินการตัดสินได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีออกกฏหมายใหม่เพื่อดำเนินการ
- โดยหลักการออกกฏหมายใหม่ ก็ไม่ควรมีผลย้อนหลัง ต่อผู้ที่อดีตทำโดยไม่ขัดกับกฏหมายเดิม แต่ภายหลังขัดกับกฏหมายใหม่ ควรให้มีผลต่อกรณีที่จะเกิดในอนาคตเท่านั้น เพราะเป็นสิทธิของบุคคลที่จะพึงกระทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฏหมายเดิมขณะนั้นๆ
ข้อสังเกตุที่ 5: กรณีที่เป็นข่าวในเรื่องต่างด้าวชินคอร์ป-ชินแซทนี้ อาจมีความคาบเกี่ยวว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง อาจมีข้อครหาการเลือกปฏิบัติกรณีอื่น อาจมีผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อาจมีผลกระทบการส่งเสริมการลงทุนหรือกู้เงินจากต่างประเทศ จากภาพความชาตินิยมสุดโต่งหรือกีดกันต่างชาติ และอาจมีความผิดต่อกฏหมายตลาดหลักทรัพย์เรื่องการสร้างหรือทำลายราคาหุ้น
- ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นผ่านสื่อและในที่สาธารณะที่อาจก่อปัญหาข้างต้นได้
- และหากต้องการให้ชินแซทเป็นหุ้นคนไทยที่ออกจากสิงคโปร์เดิม ก็ควรจะเจรจาอย่างร่วมมือและเป็นมิตรเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักการและสัญญา
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc2.doc