1. บริษัทชินแซทเทลไลท์ ได้รับสิทธิ์ตามมาตรฐานจาก BOI ไม่เคยได้รับสิทธิ์พิเศษเกินปกติ
2. BOI ส่งเสริมให้บริษัทไทยและต่างชาตินับพันรายลงทุนในประเทศในโครงการต่างๆ โดยเหตุผลเพื่อส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การสร้างรายได้จากต่างประเทศ (เพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ดีขึ้น เพราะประเทศที่ไทยแข่งขันด้วย ล้วนมีการส่งเสริมคล้ายกัน เช่น จีน มาเลเซีย เวียดนาม) ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีอื่นๆ เป็นต้น
3. BOI ให้การส่งเสริมการลงทุนกับดาวเทียมไทยคมดังนี้
- ไทยคม-3 ได้รับอนุมัติ BOI ปี 2540 (ไทยคม 1-2 ไม่ได้ BOI เพราะรายได้ต่างประเทศน้อย)
- ไทยคม-4 (IPSTAR) ได้รับอนุมัติ BOI ปี 2546 ตามเหตุผลเดียวกัน
- ได้อนุมัติตามรายการมาตรฐานของ BOI โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลของรายได้จากต่างประเทศของไทยคม 3 และ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เป็นเวลา 8 ปี รวมยกเว้นภาษีไม่เกินวงเงินที่ลงทุน (มาตรา 31 ของ BOI) เป็นการส่งเสริมการลงทุน การส่งออก การแข่งขันกับต่างประเทศ
- รายได้ของไทยคมยังเสียค่าสัมปทานตามปกติ (ปัจจุบัน 15% ของรายได้ อนาคตเป็น 20-25%)
4. การที่ ไทยคม ได้รับอนุมัติ BOI เพราะมีสิทธิและคุณสมบัติเข้าข่ายตามเกณฑ์ของ BOI รวมทั้งสิทธิ์ที่ได้ก็ได้ตามมาตรฐานของ BOI ไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษเหนือผู้อื่น
- เปรียบเหมือนกรณีการเข้าตลาดหลักทรัพย์ หากบริษัทใดมีสิทธิและคุณสมบัติเข้าข่ายตามเกณฑ์ของ กลต ก็ควรต้องได้รับการอนุมัติ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง
- หากมีผู้มีสิทธิและคุณสมบัติเข้าข่ายตามเกณฑ์แต่ยื่นขอแล้วไม่ได้รับการอนุมัติโดยไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้พอ ก็อาจเข้าข่ายกีดกันหรือเลือกปฏิบัติได้
5. ปกติในสามสี่ปีแรกหลังยิงดาวเทียม จะได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีน้อย เพราะ
- ยังไม่กำไร เนื่องจากต้นทุนและค่าเสื่อมสูงมาก ทำให้ไม่มีภาษีเงินได้อยู่แล้ว
- รายได้ส่วนใหญ่มาจากในประเทศ (ต้องใช้เวลามากกว่าในการขายต่างประเทศ) ได้ประโยชน์ยกเว้นจากรายได้ต่างประเทศเพียงปีหลังๆ
6. กรณีไทยคม 3 ลงทุนราว 5,000 ล้านบาท (ซึ่งกลายเป็นวงเงินสูงสุดของการยกเว้นภาษีเงินได้)
- ได้ BOI ปี 2540 สิ้นสุดปี 2548
- ยิงดาวเทียมปี 2540 ช่วงปี 40-42 บริษัทขาดทุนมาก เนื่องจากการหักค่าเสื่อมตัวดาวเทียมที่พึ่งจะยิงและจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ส่งผลกระทบต่อการขายและอัตราแลกเปลี่ยนเงิน
- จึงได้ประโยชน์ 5 ปี หากก่อรายได้เฉลี่ย 5 ปีที่ปีละ 2,400 ล้านบาทและส่วนรายได้ต่างประเทศที่ 50%
- หากอัตรากำไร 20% (Margin) อัตราภาษี 30% ก็จะมีภาษีเงินได้ที่ยกเว้นได้ปีละ 72 ล้านบาท
- รวม 5 ปี = 360 ล้านบาท/5,000ล้านบาท = เพียง 7% ของวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้สูงสุดที่ BOI อนุมัติ
7. กรณีไทยคม 4 ลงทุนราว 16,500 ล้านบาท (เป็นวงเงินสูงสุดของการยกเว้นภาษีเงินได้)
- ได้ BOI ปี 2546 สิ้นสุดปี 2554
- ยิงดาวเทียมปี 2548 ช่วงปี 2549-2550 บริษัทจะยังขาดทุน เนื่องจากการหักค่าเสื่อมตัวดาวเทียมจำนวนมาก
- จึงได้ประโยชน์เพียง 4 ปี หากก่อรายได้เฉลี่ย 4 ปีที่ปีละ 4,800 ล้านบาทและส่วนรายได้ต่างประเทศที่ 70%
- หากสัดส่วนอัตรากำไร (Margin) เป็น 30% อัตราภาษี 30% ก็จะมีภาษีเงินได้ที่ยกเว้นได้ปีละ 302 ล้านบาท
- รวม 4 ปี = 1,209 ล้านบาท/16,500ล้านบาท = เพียง 7.3% ของมูลค่าการลงทุนและวงเงินสูงสุดของการยกเว้นภาษีเงินได้ที่ BOI อนุมัติ
8. หรือหากดาวเทียมไทยคม-4 จะได้ประโยชน์เต็มจำนวนของวงเงินสูงสุดของการยกเว้นภาษีเงินได้ที่ 16,500 ล้านบาท จะเท่ากับเป็นภาษีในช่วง 4 ปี เฉลี่ยปีละ 4,124 ล้านบาท
- ก็คือ บริษัทต้องมียอดกำไร 13,750 ล้านบาท เสียภาษีที่อัตรา 30% (4,124/30%)
- ก็ต้องมียอดขาย 45,800 ล้านบาทจากต่างประเทศ ที่สัดส่วนอัตรากำไร 30% (13,750/30%)
- ขณะที่ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศของไทยคมทุกดวงรวมกันราวปีละ 3,000 ล้านบาท เท่ากับยอดขายต้องเพิ่มกว่า 15 เท่าใน 4 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่หน้าที่จะเกิดขึ้นได้
9. ดังนั้น ดังที่มีการกล่าวกัน รัฐบาลที่แล้วให้สิทธิ์ BOI ชินแซทมากผิดปกติ และสิทธิ์ ประโยชน์ที่ได้นับเป็น 16,000 ล้านบาทก็คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และชินแซทก็เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีความโปร่งใสธรรมภิบาล ข้อกล่าวหาเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ง่ายมากว่าจริงหรือไม่ ไม่ควรเชื่อการโจมตีกล่าวหาแบบง่ายๆ
10. กรณีตัวอย่างการแข่งขันกับต่างชาติ ดาวเทียมเอเชียแซทของฮ่องกง คู่แข่งรายใหญ่ของไทยคมในภูมิภาค
- ไม่เสียภาษีจากรายได้นอกฮ่องกงเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องขอยกเว้นหรือส่งเสริม
- ฮ่องกงปลอดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ทำให้ต้นทุนถูกกว่า (ของไทยเสีย 5%-25%)
- รายได้ในฮ่องกง เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 17.5% (ของไทยเสีย 30% และต้องเสียทั้งรายได้จากไทยและจากนอกไทย หากไม่ได้ BOI)
- ไม่มีค่าสัมปทาน (ไทยคมเสีย 15-25% ของรายได้ ขณะที่หากต่างชาติมาขายในตลาดไทยขณะนี้ กทช หรือ กระทรวงไอซีทียังไม่สามารถเก็บค่าสัมปทานแบบไทยคมได้ อันเป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมและเสียเปรียบต่างชาติอยู่ในขณะนี้)
- ไม่ต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ ทำให้ทำธุรกิจง่าย ต้นทุนต่ำกว่า (ไทยคมต้องยกทรัพย์สินและดาวเทียมให้รัฐ (Build -Transfer – Operate: BTO) ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เช่น เอาทรัพย์สินค้ำเงินกู้ได้ยาก ผู้เอาประโยชน์การประกันภัยได้ยุ่งยาก ขายทรัพย์สินดาวเทียมไม่ได้)
- ไทยคมมีต้นทุนแฝงเหล่านี้สูงกว่าดาวเทียมต่างชาติมาก การยกเว้นภาษี 8 ปี อาจเพียงช่วยชดเชยต้นทุนแฝงให้น้อยลงได้บ้าง แต่ยังด้อยกว่าดาวเทียมคู่แข่งต่างชาติมาก ต้องแข่งขันด้วยความเสียเปรียบพอควร
11. ประเทศไทยมีผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของตนเองน้อยรายมาก ไทยคมเป็นพัฒนาใหม่จากการส่งออก สินค้าเกษตรหรือบริการท่องเที่ยว สอดคล้องกับการที่ไทยจะส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้าไฮเทค สมควรที่ BOI จะส่งเสริม
- มาเลเซียมีโครงการ Multimedia Super Corridor (MSC) ที่ให้ผลประโยชน์ด้านภาษี ที่ดิน ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) การส่งเสริมการตลาด แรงงาน มีเขตพิเศษ Cyberjaya มีบริษัทชื่อดังของโลกเช่น IBM, Microsoft, Shell, NTT & DHL ไปลงทุน ทำวิจัย พัฒนา และผลิต หลายแสนล้านบาท เป็นรายได้ส่งออกหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นตัวอย่างที่ประเทศไทยควรต้องพัฒนาให้เท่าทัน
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc4.doc