1. กรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย EXIM BANK ให้เงินกู้แก่ประเทศพม่า ซึ่งมีบางส่วนที่ซื้อของจากไทยคม (และไอพีสตาร์) มีใช่การที่รัฐบาลไทยช่วยหรือเอื้อไทยคมเป็นพิเศษ

 

2. ภาครัฐและเอกชนของพม่าหลายหน่วยงานได้ซื้อบริการดาวเทียมและอุปกรณ์จากไทยคมมาตั้งแต่ปี 2541

- เช่น บริษัทโทรคมนาคม (Myanmar Post and Telecom: MPT) บริษัทโทรทัศน์ (Myanmar Radio and TV: MRTV) โดยชำระเงินงบประมาณของตนเอง ไม่เกี่ยวกับเงินกู้ไทย

- มีบริษัทเอกชนที่ใช้อุปกรณ์ไอพีสตาร์ตั้งแต่ปี 2546

 

3. ปี 2546 รัฐบาล กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนามลงนามร่วมมือกันเรียกว่า ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แม่น้ำอิรวดี - เจ้าพระยา แม่โขง หรือ ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) โดยกระทรวงต่างประเทศไทยให้ความช่วยเหลือเป็นเงินวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แบบรัฐต่อรัฐ (G2G Soft Loan) แก่ประเทศเพื่อนบ้าน ประมาณ 300 ล้านเหรียญ

- ต้องเข้าเกณฑ์ คือผู้ซื้อต้องเป็นหน่วยงานรัฐที่รัฐบาลตนค้ำประกัน และการซื้อสินค้าจากไทย

- เป็นวงเงินกู้ ไม่ใช่เงินช่วยเหลือให้ ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และค้ำประกันโดยรัฐบาลทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีความเชื่อถือได้สูงเปล่า การจะใช้ไม่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับผู้กู้

 

4. ปี 2547 บริษัท MPT ได้เปิดประมูลอุปกรณ์ดาวเทียมราว 9.5 ล้านเหรียญ เป็นการขยายโครงการต่อเนื่องจากหลายปีก่อนหน้า (ที่เคยใช้ไทยคมและอื่นๆอยู่) ในที่สุด MPT เลือกไอพีสตาร์และ MPT ในฐานะผู้ซื้อเลือกชำระเงินจากวงเงินกู้นี้ (ไม่ใช่บริษัทเป็นผู้เลือกวิธีจ่ายเงิน)

- เมื่อรัฐบาลพม่าแจ้งรัฐบาลไทยขอใช้วงเงินกู้ หากคุณสมบัติของ MPT และของสินค้าถูกต้องตามเกณฑ์ของข้อตกลงเงินกู้ ก็ได้รับอนุมัติเอง รัฐบาลไทยไม่ได้ตัดสินแทนหรือเลือกปฏิบัติใดๆ

- ขณะที่ลาวและเขมรใช้ไทยคม (และไอพีสตาร์) ตั้งแต่ปี 2537 แต่ไม่เคยจ่ายโดยใช้วงเงินกู้ของไทย

 

5. จากวงเงินกู้ 3 ประเทศ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ พม่าเลือกใช้วงเงินกู้นี้เพียง 9.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพียง 3% ของทั้งหมด เพื่อใช้จ่ายไอพีสตาร์ แสดงให้เห็นว่า ทางรัฐบาลไทยมิได้พยายามพิเศษเพื่อช่วยบริษัท หรือ บริษัทก็มิได้พยายามแสวงหาประโยชน์พิเศษจำนวนมากจากโครงการนี้

- ต่อมาปี 2549 MPT ซื้อไอพีสตาร์เพิ่มอีกหลายล้านเหรียญสหรัฐ จ่ายจากงบประมาณ ไม่ใช้วงเงินกู้

 

6. ปกติกระทรวงต่างประเทศมีการให้ความช่วยเหลือการเงินแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว เขมร

- ในปี 2538 รัฐบาลไทยสมัย ฯพณฯ นายกฯบรรหาร เคยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำนับร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ให้รัฐบาลพม่าซึ่งนำไปจ่ายค่าก่อสร้างสนามบินมันดะเลโดยบริษัทไทย

- ปกติ รัฐบาลของพม่า ลาว เขมร ได้รับเงินช่วยเหลือและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Grant และ Soft Loan) จำนวนมากจาก ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เพื่อซื้อสินค้าของประเทศตน เช่น พม่าได้เงินกู้จากจีนเพื่อซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมและมือถือ Alcatel Shanghai Bell และ ZTE, ลาวได้จากจีนเครือข่ายส่งโทรทัศน์, เอกชนเขมรได้จากจีนเครือข่ายมือถือ Huawei รวมวงเงินร่วม 2 หมื่นล้านต่อประเทศ จากไทยเพียง 20%

- รัฐบาลพม่า ไม่มีปัญหาเครดิตการจ่ายเงิน ถึงแม้จะมีเงินน้อยกว่าไทย แต่ไม่เคยผิดสัญญาที่ตกลง อีกทั้งยังมีรายได้เงินตราต่างประเทศพอสมควรจากการให้สัมปทานป่าไม้ เหมืองแร่ ประมง แก๊สและน้ำมัน รวมทั้งที่ ปตท เป็นซื้อแก๊สจากพม่ารายใหญ่ปีละหลายหมื่นล้านบาท

 

7. ปกติ EXIM Bank ของทุกประเทศ มีภารกิจและวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งหลักๆในการสนับสนุนผู้ขายส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ด้วยการให้เงินกู้แก่ผู้ซื้อที่มีเครดิต (โดยเฉพาะผู้ซื้อภาครัฐ) อันเป็นนโยบายเชิงพานิชย์

- เช่นกรณีบริษัทซื้อดาวเทียมและบริการยิงดาวเทียมไทยคม 1-5 ก็มี EXIM Bank ของสหรัฐและฝรั่งเศส ให้เงินกู้บริษัทรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตจากประเทศตน

 

8. สรุป: นโยบายส่งเสริมต่างๆของรัฐจะไม่เลือกปฏิบัติ หากรัฐบาลไทยให้วงเงินกู้กับรัฐบาลต่างชาติอยู่แล้ว เมื่อรัฐบาลต่างชาติแจ้งขอใช้วงเงินกู้ หากคุณสมบัติและรายการสินค้าไทยถูกต้องตามเกณฑ์ รัฐบาลไทยก็อนุมัติตามข้อตกลงเงินกู้

ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc7.doc