กรณีที่ 4 ข้อกล่าวหาของคตส กรณีอดีตนายกฯให้ทีโอทีเช่าดาวเทียมทั้งที่ไม่จำเป็น
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทีโอทีเป็นผู้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมรายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ให้บริการสื่อสารดาวเทียมรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกฯอานันท์ ชวน บรรหาร ชวลิต ทักษิณ ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยเดิมใช้งานดาวเทียมสองส่วนใหญ่ๆคือ (1) การให้บริการโทรศัพท์ชนบท (จากทั้งหมดราวหนึ่งแสนเลขหมาย เป็นส่วนดาวเทียมเกือบ 2 หมื่นเลขหมาย ค่าใช้จ่ายราว 2 พันล้านบาทต่อปี) ตามนโยบายรัฐบาลในการให้บริการประชาชนในท้องถิ่นห่างไกล ตั้งแต่ปี 2539 เป็นสัญญาสิบปี ทยอยสิ้นสุดในปี 2549 และ 2550 และ (2) การให้บริการเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงแก่หน่วยราชการและเอกชนอื่นๆจำนวนมาก และเป็นเครือข่ายเสริมภายในของทีโอที เช่น เครือข่าย TDMA และ ISBN ตั้งแต่สมัยไต้ฝุ่นเกรย์ที่ตัดขาดภาคใต้ของไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สัญญาสิบปีเหล่านี้ก็ทยอยสิ้นสุดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาเช่นกัน ซึ่งทีโอทีต้องหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้บริการต่อเนื่อง
ต่อมาในช่วงปี 2545 ทีโอทีก็กลายเป็นผู้ให้บริการไอพีสตาร์รายใหญ่แก่กระทรวงศึกษาฯ สำหรับโครงการอินเทอร์เน็ทโรงเรียนห่างไกลกว่า 1 หมื่นแห่ง (SchoolNet)
ดังนั้น การที่ทีโอทีเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไอพีสตาร์ในฐานะเป็นผู้ให้บริการหลักไอพีสตาร์แต่ผู้เดียวในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2549 ได้ค่าเช่าราคาพิเศษ 475 ล้านบาทต่อปี (ตามโครงสร้างราคาค่าเช่าดาวเทียมของกระทรวงไอซีที) เพราะทีโอทีเห็นประโยชน์จากโครงการนี้ คือ (1) โครงการโทรศัพท์ชนบทที่สัญญาเก่าสิ้นสุดลง ซึ่งทีโอทีต้องใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อให้บริการประชาชนห่างไกลอย่างต่อเนื่องมิให้เดือดร้อนเกิดปัญหาการหยุดบริการ ซึ่งเทคโนโลยีไอพีสตาร์ช่วยทีโอทีประหยัดต้นทุนจาก 2 พันล้านบาทเหลือเพียงราว 4 ร้อยล้านบาทต่อปี การประหยัดร่วม 1800 ล้านบาทต่อปีก็คุ้มกับค่าเช่าแล้วอย่างมาก (2) ช่องสัญญาณดาวเทียมไอพีสตาร์ส่วนที่เหลือ ก็สามารถใช้ให้บริการเครือข่ายข้อมูล และอินเทอร์เน็ทความเร็วสูง (บอร์ดแบนด์) ได้อีกหลายหมื่นราย ในราคาต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำ (ค่าเช่าช่องสัญญาณราคาต่ำเพราะเป็นผู้ให้บริการหลักรายใหญ่) ทำให้มีกำไรขั้นต้นหรือมารจิ้นสูง ทั้งบริการเดิมแก่หน่วยราชการ เอกชน และโรงเรียนนับหมื่นแห่ง และผู้ใช้รายย่อยตามบ้านและบริษัทต่างๆเพิ่มอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีบริการอินเทอร์เน็ทความเร็วสูงผ่านสายโทรศัพท์ (เอดีเอสแอล) และสอดคล้องกับเป้าหมายการขยายให้บริการบอร์ดแบนด์ 1 ล้านหน่วย โดยใช้ไอพีสตาร์เป็นกลยุทธ์เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการบอร์ดแบนด์ของทีโอทีให้ครอบคลุมทุกแห่งทั่วประเทศ
จนถึงปลายปี 2549 ทีโอทีให้บริการทั้งโดยตรงเองและผ่านผู้ร่วมให้บริการอื่นๆทั้งหมดกว่า 45,000 จุด แต่เนื่องจากวิกฤตและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ทีโอทีไม่ได้มีการจัดซื้ออุปกรณ์ปลายทางเพื่อให้บริการผู้ใช้เพิ่มเติมอีกเลยตั้งแต่ปลายปี 2549 ทั้งที่มีความต้องการของลูกค้ารอใช้งานจำนวนมากหลายหมื่นจุดตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ที่ผู้ใช้ระดับนี้หากไม่เพิ่ม ที่สิ้นปี 2550 ทีโอทีจะมีรายได้สะสมของบริการไอพีสตาร์ประมาณ 930 ล้านบาท มีค่าเช่าช่องสัญญาณไอพีสตาร์สะสมราว 875 ล้านบาท เป็นผลประกอบการที่เป็นบวกในเพียงสองปี ในบรรยากาศที่ถดถอยเช่นนี้ นับได้ว่าดีมากแล้ว ซึ่งปกติแล้วการลงทุนโครงการโทรคมนาคมจะใช้เวลาคืนทุนหลายปี เช่น 3-5 ปี ไม่ใช่กำไรทันทีในปีแรก ทีโอทีเองก็ลงทุนในหลายโครงการที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน เช่น เช่น เอดีเอสแอลหรือไทยโมบาย เป็นต้น ซึ่งตามแผนธุรกิจแต่เดิม ทีโอทีประมาณว่าจะคืนทุนโครงการไอพีสตาร์ใน 3 ปี (จากโครงการ 7 ปี) อยู่แล้ว หลังจากนั้นก็จะมีกำไรเป็นพันล้านบาทต่อปี นับว่าดีมากหากเปรียบเทียบธุรกิจอื่นๆ ที่มีการลงทุนสูงและมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก เช่น เอดีเอสแอลหรือไทยโมบาย และโดยที่ไอพีสตาร์เป็นเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกในขณะนี้ สามารถทำให้ต้นทุนการให้บริการบอร์ดแบนด์ต่ำที่สุดโดยเฉพาะบริการชนบท และได้เปรียบการแข่งขันกับบรรดาเทคโนโลยีดาวเทียมอื่นๆ
ศักยภาพขนาดตลาดบอร์ดแบนด์ในไทยมีหลายล้านราย ขณะที่ช่องสัญญาณไอพีสตาร์ส่วนที่คลุมประเทศไทยสามารถให้บริการบอร์ดแบนด์รายย่อยได้เกือบ 2 แสนราย ซึ่งทีโอทีมีโอกาสที่จะทำการตลาดได้ทั้งหมดอันอาจรายได้มากกว่า 3 พันล้านบาทต่อปี และกำไรมารจิ้น สูง ดังนั้น ทีโอทีจะได้ประโยชน์จากโครงการไอพีสตาร์มาก ทั้งในแง่ลดต้นทุนบริการชนบท และสร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี มากกว่าต้นทุนค่าเช่าช่องสัญญาณมาก มิใช่ความไม่จำเป็นหรือไม่มีกำไรดังที่กล่าวหา
กรณี คตส ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณ โดยกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติเพราะใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์บริษัท เอไอเอส และ ชินแซทเทลไลท์ ในหลายกรณี (1) ให้ทีโอทีลดส่วนแบ่งรายได้มือถือ (2) และปรับเกณฑ์การคำนวณ (3) ออกกฏหมายแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต (4) ให้ทีโอทีเช่าดาวเทียมทั้งที่ไม่จำเป็น (5) สั่งให้เอ็กซิมแบงค์ปล่อยกู้พม่าเพื่อซื้อดาวเทียม (6) เอาการเจรจาเอฟทีเอ เอื้อดาวเทียมแลกกับประโยชน์ของชาติ โดยรวมๆแล้วเพื่อปั่นราคาหุ้นขึ้นเพื่อขายหุ้นราคาสูง ซึ่งบิดเบือนจากข้อเท็จจริง
ดาวน์โหลดเอกสารนี้คลิก doc11.doc